Honesty the best policy in my life
posted on 04 Feb 2007 14:45 by henggy in Letters..กว่าจะมีวันนี้..สิบปี..ไม่ต้องมี How to..
แม่เชื่อว่า..ลูกสามารถนำแนวทางการดำเนินชีวิตของป่าป๊าม่าม๊า ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประวันจำได้อย่างคุ้มค่าเชียวจ๊ะ เกรซดูว่าอะไรควรทำตามอะไรควรหลีกเลี่ยงเพราะบนเส้นทางชีวิตคนเรา ย่อมแตกต่างกัน มีทั้งทุกข์ เศร้า ทำผิด ทำดี เคล้ากันไปและตรงรอยต่อระหว่างความล้มเหลวและความสำเร็จ มีกันทุกคน แต่ลูกต้องคิดให้เป็นว่าอะไรคือ ความพอดีของเราเพราะการเป็นตัวของตัวเองสำคัญที่สุด แม่หวังเพียงแค่..ให้ลูกรู้จักการใช้ชีวิตบนรากฐานความถูกต้องอย่างมีความสุข ก็พอใจที่สุดแล้วจ๊ะ(จะเห็นว่า..แม่เน้นการใช้ชีวิตให้ถูกต้องและมีความสุขนะลูกจ๋า)
วันหมั้น 22 ธ.ค.2539

วันแต่งงานเช้า, งานเลี้ยงกลางคืน 5 ม.ค.2540
*ที่เอารูปสินสอดขึ้นมา มิใช่อวดเน้อ..แต่จะเอามาสอนลูก ให้ทรงคุณค่าในเกียรติ์แห่งตนเอง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจและการบริหารเงินทองของเรา ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตคู่น่ะค่ะ.ต้องรักดี ใฝ่ดี แล้วลูกจะมีวันนี้ที่ภูมิใจและไม่อายใครเลยนะคะ..
ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุด..ตลอดการดำเนินชีวิตของแม่ตราบจนทุกวันนี้..
วัยเด็ก..
ไม่ค่อยมีอะไรนัก จะสาหัสจริงๆตอนมีครอบครัวจ๊ะ ไว้จะเล่าให้ฟังนะลูก เหมือนลูกดูไททานิกอ่ะ ช่วงแรกๆไม่ค่อยมีอะไร ดูไปง่วงไป จะเริ่มตาแจ้งตอนใกล้จบ ม่าม๊ามีแต่เสียสละให้กับน้องๆ ไม่ว่าจะสละของกิน ของเล่น เวลาแย่งกัน เต็มใจบ้าง งอนบ้าง เพราะเป็นพี่สาวใหญ่ ถูกสอนว่าเป็นพี่ต้องสละให้น้องก่อนเสมอ ไม่เคยรังแกน้องให้เจ็บเลย แต่ขึ้นชื่อที่หนึ่งในเรื่องขี้เล่น เป็นเหตุให้โดนอากงอาม่าตี เกือบทุกวัน เช่น น้องกำลังต่ออะไรใกล้สำเร็จแล้ว ก็แกล้งเดินเฉี่ยวไปล้มทับจนล้มระเนระนาดหมด "อุ๊ยโทษๆไม่ได้ตั้งใจอ่ะ" แล้วก็โดนอาม่าตีแบบตั้งใจน่ะ เห็นน้องถักผมเรียบร้อยก็เดินไปดึงหนังยางออก "อุ๊ยโทษๆมือไปโดนอ่ะ" แล้วก็โดนอาม่าตีแบบมือตั้งใจเหนี่ยวพวกเรามีความซื่อสัตย์ต่อพ่อแม่ พวกเรารักกันมาก เราแบ่งงานกันทำ ช่วยงานขาย งานบ้านอากงอาม่า แม้จะมีพี่เลี้ยงก็ตามก็ถูกเลี้ยงแบบติดดิน รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ใจเขาใจเรา..คำสอนของอากงอาม่าเช่น.."ความซื่อสัตย์จะทำให้เราเจริญรุ่งเรือง"" เพราะหนูเป็นพี่สาวใหญ่ จะทำอะไรน้องๆเห็นพฤติกรรมเรา เดี๋ยวน้องจะเลียนแบบนะ" "ความซื่อสัตย์ทำให้เรามีค่า" "ไม่หนักหนาอะไรก็อย่าไปรบกวนใคร" "ต้องเกรงใจกันนะ""รู้จักการรอคอย""รู้จักการยอม, การยอมไม่ใช่การแพ้ แต่เป็นการยุติปัญหา ทำให้เรื่องราวต่างๆคลี่คลายลงได้ ถ้าสคนเราไม่มีใครยอมใคร โลกจะวุ่นวายมาก"
วัยรุ่น..
ผ่านไปแบบไม่โลดโผน เพราะใช้ชีวิตเรียบง่าย ค่อนข้างเรียบร้อย มีผู้ปกครองตามติดตลอด ถามว่าดีมั้ย แม่ว่ามีทั้งดีและไม่ดีนะลูก ที่ว่าไม่ดีคือ สมัยก่อนพ่อแม่เลี้ยงลูกแบบ"อย่าเถียงนะ, หยุดเดี๋ยวนี้,ห้ามพูด, ฟังอย่างเดียว" เป็นการเลี้ยงแบบใช้คำสั่งและไม้เรียว ในการจัดระบบ เพื่อให้ลูกมีระเบียบวินัยและดำรงอยู่ในสังคมอย่างดีงาม พวกพี่น้องเรารู้สึกเฉยๆ ไม่เห็นว่าจะเป็นเผด็จการอะไรเลย แต่คนสมัยนี้พอฟังก็เข้าใจว่า"โอ้ดุแฮะ คนสมัยก่อนทำไมเข้มงวดจัง" ขัดเกลาสั่งสอนลูก ด้วยการดุหนักแน่น แต่แฝงด้วยความรักเสมอ ถ้าเทียบกับรุ่นลูกเกรซจะเห็นว่าค่อนข้างแตกต่างเช่น "อ่ะมีอะไรพูดมา เกรซคิดอย่างไงกับเรื่องนี้ สมควรทำหรือไม่ ถ้าควรทำเพราะอะไร และไม่ควรทำเพราะอะไร บอกม่าม๊าหน่อยซิ" พ่อแม่สมัยนี้เลี้ยงลูกแบบเปิดโอกาสให้พูด ให้อธิบายมากขึ้น (แต่ต้องมีเหตุผลที่ดี สังเกตุมั้ยถ้าเกรซให้เหตุผลไม่ดี ม่าม๊าจะรีบสรุปจบด้วยคำว่า"หยุด พอ นี่เป็นการแก้ตัวนะลูก ฟังไม่ขึ้น หรือ อื่ม โอเค เหรอๆอื่อๆ")..นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่คนในแต่ละรุ่นได้รับ
ส่วนที่ดีคือ ด้วยเหตุการณ์ในอดีตเป็นแบบนี้เกือบทุกครัวเรือน ทำให้พี่น้องเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างไม่มีรอยด่าง ทุกคนมีความสุขที่มีพ่อแม่คุ้มหัวคุ้มตัว พวกเราพอใจที่พ่อแม่เข้มงวดนะ ข้อนี้ม่าม๊าไม่ทิ้งแน่นอนม่าม๊านำมาประยุกต์ใช้กับเกรซ เพื่อให้เกรซอยู่รอดปลอดภัยและสง่างามให้มากที่สุด เท่าที่แม่จะทำได้ ด้วยวิธีที่ละมุนหรือหักดิบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นด้วย
การอบรมเลี้ยงดูไม่มีแบบฉบับที่ตายตัว เราต้องนำมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยนั้นๆ ในวันข้างหน้า ลูกอาจจะต้องนำแนวทางที่เข้มงวด มาดูแลลูกของลูกก็ได้จริงมั้ย เพราะว่า เราต้องการให้ลูกเรา ปลอดภัยและมีความสุขอย่างละมุนละม่อมในแบบวิธีของเรา..
เข้าเรื่องนะ..ความซื่อสัตย์ในวัยรุ่นนั้น..ม่าม๊ารู้จักตัวเองซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ไม่ทำให้ทุกคนต้องกลุ้มใจซื่อสัตย์ต่องาน งานบ้าน/งานต่างๆ..ที่รับผิดชอบ ไม่ทำแบบลวกๆ ต้องมีความตั้งใจ แล้วพ่อแม่จะไว้วางใจ เราจะเป็นที่พึ่งของทุกคนได้ ซื่อสัตย์ต่อครูอาจารย์ มีการบ้านต้องทำเอง น่ารังเกียจจริงๆ ถ้าจ้องจะลอกเพื่อน ถือว่าไม่ซิ่อสัตย์แล้วยังหลอกตัวเองด้วย เราต้องรักตัวเองเราต้องเรียนเองเก่งเอง ซื่อสัตย์ต่อเพื่อน การคบเพื่อนควรมีความจริงใจต่อกัน เพราะเพื่อนจะอยู่ในความทรงจำเราตลอดไป เรามีจุดยืนที่ดี วางตัวดี ไม่สุ่มหัวนินทาใคร ไม่จับผิดใคร ไม่รังแกใคร ไม่เป็นนกสองหัว (คุยกับอีกคน ก็ว่าอีกคน น่าเกลียดมากๆ..น่ารังเกียจสุดๆ) คบเพื่อนดี จะก็จะเจอแต่สิ่งดีดี หากมีเพื่อนไม่ดี เราจะเจอแต่ปัญหา เจอแต่สิ่งเลวร้ายเข้ามาให้แก้ไขอยู่ร่ำไป...สำคัญมากนะลูก..
ชีวิตในช่วงวัยรุ่น..ม่าม๊าผ่านมาแบบเรียบร้อย เรียบง่าย...ชีวิตมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง
วัยสาว..
ก็เรียบร้อยดี ความซื่อสัตย์ทำให้ทุกคนอยู่ในความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรให้พ่อแม่กลุ้มใจ..ทุกคนเป็นตัวแทนของพ่อแม่ ดูแลกันและกัน ใครทำผิดมีฟ้องคร้าบบจึงไม่ค่อยมีใครทำผิดอยู่เพชรบูรณ์มีพี่เลี้ยง คนทำงานบ้าน พวกม่าม๊าไม่ต้องทำอะไรเลย แต่พออยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นคุณหนูเลยสักนิด การเป็นพี่ใหญ่ต้องดูแลทุกคน 7 ตัว เอ๊ย 7 คนรวมตัวเองด้วย แหมมันแสนสาหัสเหลือเกิน (ต้องทำ..เพราะน้องไม่ทำอ่ะ)ต้องซักผ้า รีดผ้า ซักถุงเท้า กรอกน้ำเข้าตู้เย็น ล้างชาม ทำกับข้าว(ซื้อกินมากกว่าไม่ได้ค่อยทำนานๆที)กวาดบ้าน ถูบ้าน โอ๊ยยย..นึกแล้วอยากหยิกไอ้เจ้าน้องๆจัง..บางครั้งทนไม่ไหว เห็นอะไรรกหูรกตา อารมณ์นั้นดั่งทะเลบ้าคลั่งก็พรวดออกไป "โอ๊ยเหนื่อยแล้วนะ ช่วยหน่อยดิ อะไรกันนี่ ทำไมเสื้อผ้ามันดำปี๋ยังงี้ว้า โอยๆๆตายๆๆๆ"..พี่น้องก็ลุกขึ้นมาช่วยงานกันที พอม่าม๊าไม่บ่น อารมณ์นิ่งเงียบดั่งคลื่นทะเลสงบ ทุกคนก็สงบตามคลื่นรมณ์ของเรา แหมๆๆต้องให้ได้ยังงี้ซิ ยังงี้ซิ..เอ๊ะ คล้ายๆเพลงของคริสติน่าเลยวุ้ยย..ฉะนั้นความซื่อสัตย์ต่อพี่น้อง ที่ม่าม๊ามีต่อพวกเขาและเธอ มันน่าภาคภูมิใจเสมอ เมื่อม่าม๊านึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา หน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่นึกถึง เราไม่เคยตีกันเลย ทั้งๆที่มีพี่น้องเยอะ และไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วย..ปลื้ม..
วัยทำงาน
ลูกดูว่า ต่อไปเมื่อถึงคราวลูกเอง ควรจะนำมาปรับใช้อย่างไรนะจ๊ะ..มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่มันเป็นวิถีการดำเนินชีวิต ในช่วงหนึ่งของแม่น่ะ..แต่ละคนคิดต่างกัน ทุกอย่างจึงไม่มีแบบเฉพาะ ขึ้นอยู่กับการนำมาผสมผสานให้ลงตัวกับตัวเราแค่นั้นเอง..
ม่าม๊าถูกปลูกฝังคำว่า ความซื่อสัตย์ มาตั้งแต่จำความได้ อากงอาม่าพร่ำสอนและให้ความสำคัญกับคำนี้มาก ในวัยทำงาน ม่าม๊าทำงานประมาณว่า..
buffalo called me.. bigsister..(เพื่อนตั้งให้)เพราะขยันมาก บางคนบอกว่า"ซื่อบื้อจัง ไม่ต้องขยันหรอก เดี๋ยวก็เดือนแล้ว" หมายความว่า..ให้ทำงานไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องขยัน เพราะเดี๋ยวก็ถึงสิ้นเดือน เดี๋ยวเงินเดือนก็ออกเองโดยอัตโนมัติ
"นี่เธอทำไมต้องหอบงานกลับบ้าน เงินเดือนไม่เพิ่มขึ้นหรอกนะ" หมายความว่า..แม้จะขยันมากขึ้น แต่เงินเดือนก็ยังคงเท่าเดิม
"นี่เธอปิดทองหลังพระ เจ้านายไม่ได้รับรู้ด้วยหรอกว่าเธอทำ ตั้งใจลุยทำยอดขาย เหนื่อยก็เหนื่อย ผลงานได้เป็นชื่อของทีมงานไม่ใช่ชื่อตัวคนเดียว"หมายความว่า ทำงานเป็นทีม ถึงจะลุยเหนื่อยแค่ใหน นายจ้างไม่รู้หรอกว่าเราทำคนเดียว เขาเข้าใจว่า ทุกคนในกลุ่มทำ เหนื่อยเปล่านา..
จะเห็นว่า..ถ้าคิดแบบเพื่อนม่าม๊ากัน หน่วยงานนั้น องค์กรนั้นจะเจริญเติบโตได้อย่างไร
อาม่าสอนว่า"ทำงานไม่ต้องกลัวเหนื่อย ถ้าเหนื่อยหยุดพักแป๊บ ก็หายแล้ว ไม่มีใครทำงานแล้วพิการหรือตาย"
"อยู่ที่ใหนต้องคิดว่าที่นั่นคือบ้านเรา คือกิจการของเรา ทำงานให้เต็มที่"
"ทำงานไม่ต้องเอาหน้า เดี๋ยวหน้ามาหาเอง"..(อันนี้ขำกระจายนะ แปลว่าลึกๆยังแอบอยากได้หน้าอยู่..ฮึฮึ แต่อ่ะน่ะ สอนให้ลุยงานน่ะ อย่าเอาแต่โชว์อ๊อฟ เดี๋ยวคนหมั่นไส้)
"ทำอะไรอย่าหวังผล เราทำอะไรให้ใคร สักวันเค้าจะรู้เอง แล้วไม่ต้องไปเสนอหน้าบอกเล่าเก้าสิบกับใคร มันน่าเกลียด.."(แม่นะแม่ สอนทุกเม็ดเชียว)
"ความซื่อสัตย์อยู่ที่ใหน เราจะเจริญรุ่งเรืองไม่อับเฉา เหมือนเกราะคุ้มกันภัยเรา"
"ความซื่อสัตย์สร้างทุกอย่างให้กับเรา ไม่ช้าก็เร็ว"
อรัมภบทด้วยคำสอนของอาม่า งั้นเข้าเรื่องต่อนะลูก..ม่าม๊าได้ทำงานตั้งแต่ยังไม่จบ ทำงานสุดกำลัง ที่คิดได้ ที่ทำได้ งานเยอะก็หอบกลับบ้าน ไม่เคยทุจริต คิดดี รักงาน/องค์กร รักหัวหน้า/ลูกน้อง รักเพื่อนร่วมงาน(มีบางคนเราไม่ชอบหน้าก็นิ่งซะ อย่าแสดงออกมา)รักคนรอบตัวเรา(แม่บ้านยันยาม)ทุกคน ทุกส่วน ล้วนเกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งสิ้น ม่าม๊ามีความซื่อสัตย์ต่อความคิดตน ต่องานที่ทำ ต่อนายจ้าง ต่อองค์กร ต่อเพื่อนร่วมงาน และต่อลูกน้อง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะสบายใจ ไม่ทุกข์ ไม่กังวลว่า "เราทำดีไปแล้ว มีใครรู้มั้ยน้อ เราจะได้รับอะไรบ้าง จะมีใครมาชื่นชมเรามั้ยหว่า" สิ่งที่เราทำ แม้ไม่มีใครรู้ แต่ใจเรารู้นะลูกว่า เราทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ เมื่อเราคิดว่าเราทำดีแล้ว เราจะมีความสุข และจิตใจก็เบิกบานในสิ่งที่ทำ ไม่มีคนเกลียดคนขยันหรอก ไม่มีคนเกลียดคนจริงใจหรอก (แต่อาจเสียรู้พวกเจ้าเล่ห์ เราต้องนิ่งแต่ต้องรู้มีไหวพริบรู้ทัน ต้องรู้จักแก้เกมด้วย ทำตัวไม่รู้แต่รู้นะ) และไม่มีคนเกลียดคนที่รักเขาหรอก นั่นคือความซื่อสัตย์จะดูแลเราให้อยู่รอด แต่ต้องทันคนด้วยนะลูก ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาทำงานลูกเดียว โดนคนเอารัดเอาเปรียบซะ เราต้องมีความฉลาดเฉลียวบนความถูกต้องทำงานอย่างเดียวโดยไม่ฉลาด อย่างไรก็ไม่เจริญจ๊ะ เดี๋ยวเล่าให้ฟังในหัวข้อใหม่เด้อ..
1.ทำงานที่บ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จก.เป็นแห่งแรกในชีวิต ปี2533 เงินเดือนครั้งแรกคือ 5,000บาท ดีใจมากมายทำงานตะบี้ตะบัน ไม่เคยกลัวเหนื่อย (ไฟแรงอยู่) โอ้คุ้มแฮะ เพิ่ง2เดือนเอง นายขึ้นเงินเดือนให้ แถมให้ผ่านทดลองงานด้วย ทำไปทำมาชักเบื่อแฮะ
2.ได้งานใหม่ที่บ.แอคมิ จก. ได้เงินเดือนเกือบหมื่น (อู้สมัยโน้นเยอะนะจ๊ะ มาฟังตอนนี้ ก็ทำไมน้อยจังหว่า)จำไว้นะลูกการลาออกจากงาน เพราะเบื่อหรือเหตุผลใดก็ตาม เราไม่ควรลาออกโดยยังไม่มีงานใหม่รองรับเด็ดขาด ม่าม๊าก่อนจะลาออกจากทุกที่ จะต้องมีงานรอไว้ก่อน และที่สำคัญที่ใหม่เงินเดือนต้องสูงกว่าที่เดิม..ที่นี่ทำงานเต็มที่ ระดมสมองทุ่มเท คุ้มแฮะ นายรักเพื่อนรักทุกคนรักอีกแล้ว(ใครอย่าหมั่นไส้นะ) ก็เรื่องจริงอ่ะ..
3.คนเรามันไม่นิ่งอ่ะ ชักเบื่อที่เก่าอีก เพราะเป็นงาน routine อยู่ในoffice จึงเปลี่ยนงานไปที่บ.ธนูลักษณ์ จก.(มหาชน) ได้เงินเดือนเยอะขึ้นอีก แถมมีovertime ให้อีก (คนขยันชอบนักแล เพราะถ้าไม่ให้ก็อยู่เลยเวลางานอยู่แล้ว) สนุกสนานเหลือเกิน เพราะมีการจัด event นอกพื้นที่บ่อยๆ และได้ฟุตฟิตโฟร์ไฟว์กับลูกค้าต่างชาติ ชักหนุกแฮะ และแล้วก็ยังค้นพบตัวเองไม่เจอ ว่าอยากได้ อยากเป็นอะไร
4.ถูกทาบทามไปเป็นผู้จัดการในบริษัทด้านสื่อสาร อยู่ไปอยู่มา รู้สึกว่า "ใช่เลย..งานนี้นี่แหละที่ม่าม๊าชอบ" เลยตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้งานอย่างจริงจัง เพราะม่าม๊าตระหนักในวันข้างหน้าว่า.."ฉันจะยึดอาชีพนี่ละ"..ม่าม๊าทำทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงงาน ม่าม๊าดูแลตัวเองให้เป็นลูกจ้างที่ดีดูแลผลประโยชน์ของเจ้านาย จนนายจ้างรักและผูกพัน ในครั้งที่ได้ขอลาออกอย่างถาวร เพื่อแต่งงาน เจ้านายให้เงินก้นถุงไป ห้าหมื่นบาท และม่าม๊าเป็นหัวหน้างานที่ดีไม่เคยแบ่งชั้นวรรณะ ให้เกียรติ์ลูกน้องทุกคนยัน messenger ในช่วงกลางเดือนก็เป็นธนาคารของลูกน้อง(ลูกน้องเงินช็อต) เวลาลูกน้องทำงานผิดพลาดจะออกรับหน้าแทน ม่าม๊าไม่เคยเก็บเอาคำดุด่าที่หัวหน้าใส่มา แล้วมาสาดใส่ลูกน้องอีกที แต่ม่าม๊าใช้วิธีเรียกคนนั้น มาคุยชี้แจงถึงผลแห่งการกระทำอย่างมีเมตตา ทุกคนจึงรักและให้ความร่วมมือกับม่าม๊าเป็นอย่างดี ตอนลาออกนะ แหมมันอาลัยอาวรณ์สุดๆ แต่ก็เคยเจอที่ลูกน้องอายุมากกว่า แล้วพยศ(ข้าอวุโสกว่านะ อย่างนี้เราใช้การทำงานเข้าแลก เพื่อให้เขาสยบต่อผลงาน แบบว่าแข็งมาแข็งกลับ ไม่ดีหรอกจะขุ่นมัวกันเปล่าๆ แต่ถ้าก่อกวนบ่อยนัก ก็จัดการเลยค่ะ เราต้องใช้ความเด็ดขาดให้เป็นด้วยนะ..ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับคำว่า..ความซื่อสัตย์ทั้งสิ้น..
..คนเราคิดแตกต่างกัน คนอื่นอาจจะใช้วิธีอื่น..แต่บทสรุปก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้องค์กรนั้น เจริญเติบโต มันมีความสุขกับผลงานเรานะลูก..
*ไว้จะตั้งหัวข้อใหม่ให้ลูกอ่านอีกครั้งนะ เดี๋ยวจะยาวไป ลูกจะเบื่อน่ะ เรื่อง..
..ทำอย่างไรให้นายรัก ให้เพื่อนรัก ให้ลูกน้องรัก ให้คนรอบข้างรัก ให้ลูกค้ารัก..
วัยสร้างเนื้อสร้างตัว..มีครอบครัว..
เข้าเรื่องเลยค่ะ..กว่าจะมีวันนี้..สิบปี..ไม่ต้องมี How to..
การสร้างฐานะกิจการของป่าป๊าม่าม๊าที่เริ่มจากเงินสินสอด จนมีทุกอย่างและฐานะเจริญเติบโตถึงทุกวันนี้ โดยไม่พึ่งพาพ่อแม่ญาตพี่น้องเลย ไม่ใช่ว่าไม่มีใครยื่นมือมาช่วยนะ แต่เราควรช่วยตัวเองก่อนๆที่จะเอ่ยปากขอจากใคร มันเป็นการทดสอบอย่างหนึ่งว่าเราผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่านก็อย่าหยิ่งทนงในศักดิ์ศรีนะลูก เดี๋ยวจะอดตาย เดี๋ยวจะไม่ทันคนอื่นเขา เรามีแรง เรามีความสามรถ เราต้องสู้ไปข้างหน้า ไม่จนตรอกจริงๆอย่ารบกวนใคร จำไว้ลูก....
ย้อนไปเมื่อปี 2537 ป่าป๊าม่าม๊ารู้จักกันโดยผู้ใหญ่ทั้ง2ฝ่ายแนะนำ (ทั้งๆที่เราสองคนก็มีหนุ่ม/สาวมาชอบพอ มาติดพัน)แต่เราสองคนไม่อยากขัดใจพ่อแม่ (เด็กดีที่เชื่อฟัง คิดว่าผู้ใหญ่หาคนดีดีมาให้เรา เราก็อย่าโง่ อย่าอวดดี อย่าปฏิเสธเลยทีเดียว) ขอคุยโหน่ยน้า..ทางฝ่ายป่าป๊าเจอม่าม๊าปุ๊บเร่งแต่งเลยอ่ะ รีบไปดูฤกษ์ทันที โอ่โหย่วโหย๋ว รับไม่ได้..ทำใจไม่ได้..ปรับตัวไม่ทัน เพราะเรายังไม่รู้จักกันดีพอ ม่าม๊าจึงยื่นข้อเสนอไปว่า..ขอคบกันก่อน..คบไปคบมาคละกับถูกเร่งมาเรื่อยๆ จนครบ 3 ปี จึงตกลงใจแต่งงาน
ช่วงคบหาดูใจกัน3ปีก่อนแต่ง..
เราสองคนคบหากันบนพื้นฐานความถูกต้อง (เจ้าคำว่า..ทำตัวดีดีนะลูก รักตัวเอง รักชื่อเสียง มากๆ มันค้ำคอจนกลืนเข้าสายเลือด..กลายเป็นสาวโบฯ..สาวดึกขาว(ผิวไม่ดำอ่ะ)บรรพ์ไป ณ บัดดล) แต่ม่าม๊าโชคดีที่ป่าป๊าเป็นคนที่ให้เกียรติ์ตลอดมา..
เราสองคนอยู่คนละจังหวัด จึงใช้การโทรคุยกัน ต่างคนต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบอย่างหนัก ม่าม๊าเป็นผจก.ที่ต้องดูแลทุกอย่าง หยุดวันอาทิตย์วันเดียว อยากลาไปเที่ยวบ้างกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ (กะว่าจะชวนป่าป๊าไปเพื่อดูนิสัยอย่างใกล้ชิดว่า "ฉันจะใช้ชีวิตร่วมกับคนนี้ได้มั้ย กิริยามารยาท พฤติกรรมการวางตัวเป็นอย่างไร สารพัดที่คิดอยากจะรู้จักให้มากกว่านี้ การดูคนอย่าดูแค่คำพูด ควรดูลึกๆไปถึงความคิดความอ่านด้วย) จะลาที ก็ดูเหมือนว่า..บริษัทนี้ขาดฉันไม่ได้ขึ้นมาซะงั้น..(ลายากว่างั้นเหอะ)..ป่าป๊าเป็นคนที่รับผิดชอบกับกิจการทางบ้านมาก เป็นคนที่จริงจังกับงานมากๆ สรุปคือ 3 ปีที่คบหาดูใจกันมันผ่านไปรวดเร็วยิ่งกว่า hi speed "ม่าม๊ายอมรับว่า ยังไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ดีพอที่จะฝากชีวิตด้วย..3ปี มีแค่โทรคุยกัน และทานข้าวด้วยกัน 3 ครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจับมือกันแบบหนุ่มสาว อย่างมากแค่แตะศอกให้เดินต่อหรือหยุด หรือแตะตัวให้หลบรถ(ไม่ใช่ว่าอยากให้จับนะ หรือม่าม๊าวางตัวดีเกินไปหว่า แหะแหะ ดีแล้วละลูก การวางตัวดี ทำให้เรามีค่านะ) ม่าม๊าสับสนกับการถูกไล่ต้อนเป็นระยะๆว่า.."ว่าไงเอ่ยไปดูฤกษ์มา 2 ครั้งก็เก้อ2ครั้งแล้ว" "โอ๊ยยไอ้เราได้แต่ยิ้มแห้งๆ เอาไงดีฟ่ะ..กลัววุ้ยย กลัวสารพัด จะมีคู่ชีวิต ต้องห้ามเกรงใจวุ้ย" จึงอ้างสารพัดว่า..อยากเปิดร้านบ้าง ยังไม่พร้อมบ้าง..และแล้วฟ้าผ่าเปรี้ยงมาที่กระหม่อมอันงามๆ.."นี่หนูว่าไง อายุขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวไม่มีใครเอานะ " "โหเพิ่ง 30เอง แม่รู้มั้ยเพื่อนๆยังไม่มีใครแต่งเลย วัยสาวแรกแย้มกำลังเบ่งบาน กำลังหนุกหนานเชียว" "30เนี้ยนะ แรกแย้ม กำลังจะเหี่ยวนะ แก่แล้วนะ ตอนแม่ขนาดหนูลูก 5 คนแล้ว" "555 สมัยนี้ใครมีลูก 5 คนในวัย30 เขาเรียกว่า แก่แดดนะแม่ เพื่อนทักว่า..เฮ๊ยยเพิ่ง30เองจะรีบไปใหนว้า..น่านนมีอายย หนูอายเพื่อนจังแม่" ด้วยความที่ยังไม่อยากแต่ง ทำให้เหตุการณ์ในบ้านร้อนเป็นไฟ ถกเถียงกันได้ ไม่เว้นแต่ละวัน (ทางมือถือ).."เปรี้ยงมากลางกระหม่อมอีกครั้ง.."เห็นมั้ยฝ่ายโน้นเงียบไปแล้วนะ เขาไม่เอาแล้วมั้ง เขาคงหมั่นไส้ที่เล่นองค์นัก ทำไงละทีนี้ จะไปถามไถ่เขาใหม่ ก็ดูไม่งาม ถ้าหลุดมือไปก็เสียดาย คนดีๆสมัยนี้หายากด้วย หนูไม่ใช่คนสวยนะ แค่หมวยๆ หน้าตายิ้มๆร่าเริง ถ้าปล่อยให้ร่วงโรย ความน่ารักมันหายไปหมดแล้ว"..แม่มาพูดแบบนี้ ยิ่งทำให้เราคิดหนัก "เอ๊ะเราเล่นตัวเกินไปเหรอ เอ๊ะว่าไปเขาก็เข้าท่าแหะ ตั้งแต่คบกันมาเราไม่เห็นมีอะไรที่เดือดร้อนใจเลย อาจเป็นเพราะระยะทางที่ไม่เอื้อให้เราศึกษากันมากกว่านี้นะ เอา ไม่เอา เอา ไม่เอา เอ๊ย..แต่ง ไม่แต่ง แต่ง ไม่แต่ง..อุ๊ยยชีวิตเราทั้งชีวิตเลยนะ ทำไงดีว้า..ม่าม๊ากลุ้มใจมากๆ แม้จะไม่ใช่คนสวย แต่เรามีสิทธิ์เลือกนี่นา เริ่มคิดหนักวุ้ย (ยังหยิ่งในศักดิ์ศรีอยู่)..และแล้วคุณเฮียก็คิดถึงเราจนได้ (เชอะ คิดว่าหายไปซะแล้ว นั่งลุ้นซะตัวโก่ง) คิดอีกร้อยรอบพันรอบ ..อ่ะฟ่ะ แต่งก็แต่งฟ่ะ..ด้วยเหตุผลดังนี้
1.ตลอดเวลาที่คบหากัน เราสองคนมีความซื่อสัตย์ต่อกันมีความจริงใจกันไม่เคยวอกแวกกับคนอื่น แม้จะมีแมลงวี่แมลงวันมาตอมให้หวั่นไหวบ้าง แต่เราต้องรักในศักดิ์ศรีในความเป็นผู้ผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี อย่าให้ใครมานินทาว่าเราได้..อาม่าชอบพูดประโยคนี้มาตั้งแต่ม่าม๊าเริ่มโตเป็นสาวน่ะจ๊ะ(ประมาณว่าดักคอไว้ก่อน)ว่า.."มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน แม่ก็อบรมดูแลอย่างดี คงไม่มีกลิ่นขึ้นมาให้แม่กลุ้มใจนะ"ม่าม๊าเลยบอกว่า"อ่ะน่ะส้วมก็จริง แต่จะพยายามเป็น american standard นะ มีที่ปิดเรียบร้อยไม่ส่งกลิ่นเหม็นหรอก"..พูดเล่นไปทั่วน่ะ ยอกย้อนอาม่า
2.ม่าม๊าชั่งใจหลายครั้งได้ไปหลายกิโล ในบททดสอบแบบไม่ให้ป่าป๊ารู้ว่า "ฉันกำลังดูความคิดความอ่านของคุณอยู่นะ..ฉันสนใจในธุรกิจแบบนี้คุณคิดไงบ้าง..คุณว่าคนนั้นเป็นอย่างไรอ่ะ..ถ้าฉันทำแบบนี้คุณคิดไง..เห็นนายคนนั้นมั้ย..ทำแบบนี้คุณคิดไง..คุณคิดไงกับงานแบบนี้..คุณคิดไงกับผู้หญิงทำงานและผู้หญิงสำอางค์..สารพัดการพูดคุยที่ทำให้ม่าม๊ามั่นใจว่า..คนนี้คือคนดีคนหนึ่งและคิดไกลคนหนึ่งและขยันสุดๆและคิดดีทำดี..แล้วฉันรออะไรละ?" ซึ่งป่าป๊าก็ไม่เบานะลูก เราโตๆกันแล้ว รู้ว่าการคุยกัน ล้วนมีที่มาที่ไป..ป่าป๊าก็ชอบโทรมาขอความคิดเห็นเช่นกัน ฉะนั้นเราคบกัน เราต้องจริงใจ มีอะไรคุยกันเปิดเผย ดูซิจะไปกันได้มั้ย..
เบรคนิดนึง..ขำๆนะ..มือถือเราสองคนหน้าจอไม่เคยขึ้น missed call เลย เพราะเสียงดังตื๊ดดไม่เกิน 2 ครั้ง ต่างคนต่างรีบตะครุบรับสายทันที..โห๊ะๆๆ อายเค้ามั้ยเนี้ย..
3.ระยะทางและเวลาที่ไม่เอื้อต่อเรา ไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ กรณีเรา2คน ชี้ให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์, การอดทน, การรู้จักรอคอย, การเห็นอกเห็นใจกัน, การเอื้ออาทรต่อกัน, การไว้ใจกัน, การไม่หูเบา, ความหนักแน่น ที่สำคัญคือ การให้เกียรติ์กัน..ทั้งหมดคือหัวใจแห่งมิตรภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่ เพื่อน หัวหน้า ลูกน้อง ลูกค้า สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้นะลูก
เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว..
เมื่อลูกถึงวัยอันควร ต้องเรียนรู้หัวจิตหัวใจของคนรอบข้างด้วยนะจ๊ะ สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักให้มากถึงมากที่สุด คือ..
1.จงให้ความสำคัญและการให้เกียรติ์แก่ญาติและทุกคนในบ้านของฝ่ายชาย รวมถึงบริวารทุกคน
2.ต้องผ่านการเรียนรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีของคนจีนอีกมากมาย มีทั้งชอบและไม่ชอบนะ
3.หมั่นไปมาหาสู่กัน เพื่อสร้างความคุ้นเคย อย่าคิดว่า..ฉันแต่งกับคุณคนเดียว คนอื่นฉันไม่สน การสร้างความคุ้นเคยสนิทสนม เป็นที่มาของความสบายใจและมิตรภาพที่จะก่อตัวขึ้นในระยะยาว..
4.เตรียมความพร้อมด้านความสวยความงาม แม้ม่าม๊าจะเป็นคนตลกโปกฮา เรียกเสียงหัวเราะได้จากเพื่อนๆก็ตาม แต่ไม่เนี๊ยบไม่ออกจากบ้านนะเฟ้ยย..(ก็คนมันไม่สวยอ่ะ เลยเอาความตลกจี้เส้น และความคล่องแคล่วร่าเริงยิ้มเก่งเป็นอาวุธ..ลูกจ๋าอารมณ์ดีแบบนี้ดีกับทุกสถานการณ์นะ ขอบอก)..
5.อีกหลายเรื่องกว่าลูกจะโต ไว้ไปอ่านในหนังสือที่ม่าม๊าเขียนให้ละกันนะคะ (ใน this is my life)..
หลังแต่งงาน
เราต้องมีจุดยืนในตัวเองว่าต้องการทำอะไร ในเมื่อลาออกจากงานแล้ว บางคนเป็นแม่บ้านอย่างเดียว บางคนทำงาน บางคนเปิดร้าน บางคนทำกิจการค้า แต่ม่าม๊าคิดหนัก เพราะอยากตั้งตัวเร็วและอยู่ใกล้ชิดครอบครัว จึงเอาทั้งแม่บ้านและทำกิจการคู่กัน มีอุปสรรคมากมาย(พ่อแม่พี่น้องฝ่ายป่าป๊าต่อต้านมาก) ทุกคนไม่อยากให้ม่าม๊าทำการค้า อยากให้อยู่บ้านช่วยงานป่าป๊าอย่างเดียว ด้วยเห็นว่า..ม่าม๊ายังเด็กอยู่ (ใครว่าเด็ก อายุตั้ง 30ปี) แต่ม่าม๊าทนไม่ได้หรอกคนเคยทำงาน และอีกอย่างม่าม๊าเสียดายกำลังความคิดความสามารถที่พอจะหาเงินมาช่วยกันได้ ซึ่งม่าม๊าไม่ต้องการความสบาย ม่าม๊าคิดว่า ตอนนี้เรายังมีแรง ยังหาเงินได้ เราต้องทำงาน
ป่าป๊าม่าม๊าปรึกษากันทุกวัน" ทำไงดี เสียดายเวลาและกำลังที่พอจะทำมาหาเงินได้" เดิมทีป่าป๊าไม่มีใครมาช่วยใช้เงิน แต่ตอนนี้มีเราเพิ่มมาหนึ่ง อีกหน่อยต้องมีลูก ก็เพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่มีคนหาเงินแค่คนเดียวคือป่าป๊า เอาไงดีละ ลูกเกรซดูไว้นะคะว่า..เราอย่าคิดว่าแต่งงานไปแล้ว มีสามีเลี้ยงดู ไม่ต้องทำงานก็ได้ แถมมีเงินฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ยอีก ดีแฮะ มันก็ไม่ผิดหรอก แต่ลองคิดดูว่า ดอกเบี้ยมันได้สักกี่ตังค์เชียว ถูกจนน่าใจหาย ทำไมเราไม่เอาเงินมาทำการค้าให้เจริญรุ่งเรือง ได้ผลกำไรดีกว่าเงินฝากซะอีก การเอาเงินมาลงทุน เราต้องคิดให้ถ้วนถี่ให้รอบคอบ อย่าคิดว่าฉันอยากทำก็ทำก็ฉันชอบน่ะ หรือตอนนี้กำลังฮิตเลยนะ ทุกอย่างต้องมีหลักการ เป้าหมาย และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน บนความอยากมี อยากรวย (อยากเก่ง) สารพัดคำถามที่เราต้องคิดหนัก ต้องหาข้อมูล ต้องอดทนกับปัญหามากๆ
เราสองคนตั้งคำถามขึ้นมา และหาคำตอบให้ได้ ตามหลักคิดที่(เย่อหยิ่งพอสมควร)หลักการทำงานของพ่อแม่นะลูก..
1.เงินทุน..เรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ฝากธนาคารไม่ดีแน่ เพราะดอกเบี้ยน้อยเหลือเกิน เราต้องหาธุรกิจสักอย่าง ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดที่เราพอทำได้..ม่าม๊าไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ป่าป๊า เพราะไม่คิดจะขอเงินเขาและคนที่บ้านเขามาทำธุรกิจ เราต้องพึ่งตนเองก่อน(และไม่ขอยืมพี่น้องม่าม๊าด้วย)..เราต้องค่อยๆสานจากเล็กไปสู่ใหญ่
2.งาน..ที่เราถนัดล่ะ คืออะไรจงนึกเสมอว่า ชีวิตต้องเดินด้วยงาน เงิน ความสุข ความอดทน และความถูกต้องสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนทำการค้าคือ กำไร..ป่าป๊ามีงานของเขาอยู่แล้ว ม่าม๊าชอบเรื่องหลายด้าน แต่วิเคาระห์ดูแล้ว ต่อไปเทคโนโลยีมีไม่สิ้นสุด เอาด้านนี้ดีกว่า (ไม่จำเป็นต้องทำในด้านที่เราชอบ ถ้ามันให้ผลตอบแทนน้อยหรือตันไว ควรเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีและกว้างไกล แม้จะไม่ค่อยชอบ ม่าม๊าเลือกกำไรไว้ก่อนน่ะ)
3.ผลกำไร..งานนั้นให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ที่เราพอใจ ถ้าน้อยมากก็ไม่ควรทำนะลูก มันไม่คุ้ม จากจุดคุ้มทุน ควรมีกำไรเผื่อไว้มากหน่อย เพราะลูกต้องคิดให้กว้างอีกนิดคือ เผื่อหนี้สูญด้วย การทำการค้า เราต้องแทงหนี้สูญไว้บ้าง ความเสี่ยงมันมีนะ มีกำไรมากพอ เพื่อความอยู่รอดและการขยายงานต่อไปในอนาคต..ป่าป๊าม่าม๊าใช้วิธีผ่อนหนักผ่อนเบา โดยชิ้นใหนขายดีก็เอากำไรน้อยหน่อย แต่ขายได้ปริมาณมาก (กำไรก็มากตาม เพื่อดึงดูดใจลูกค้า เอามาผสมผสานทั้งกำไรมากและน้อยคละกัน)
4.แหล่งเงินกู้..มีเงินทุนเพียงพอหรือไม่(ไม่ควรใช้เงินกู้นอกระบบเด็ด เพราะดอกเบี้ยแพง หากำไรมาก็จะไหลไปที่ดอกเบี้ยเงินกู้ เหนื่อยเปล่า แถมเสียสุขภาพจิตอีกตะหาก) อย่าคิดจะเอ่ยปากขอยืมจากพ่อแม่พี่น้อง (เขามีใครยืมจริงอยู่ แต่ทำไมไม่ขวนขวายหาเองก่อนละ จำไว้ว่าไม่เข้าตาจนอย่ารบกวนใคร) เรามีปัญญาหากู้เองได้ ไม่เป็นหนี้บุญคุณใครด้วย พูดอะไรก็พูดได้เต็มปาก พูดน้ำเสียงดังพอ ที่จะไม่ให้ใครมาข่มเหงจิตใจได้ เราต้องหยิ่งในศักดิ์ศรี อย่าให้ใครมาดูถูก แต่ทว่าถ้าลูกหาจนสุดกำลังแล้ว หาไม่ได้จริงๆ จงลดความหยิ่งลงบ้าง ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ก็เอาออกซะบ้าง เดี๋ยวธุรกิจจะป่นปี้ เพราะความทนงตน จะอดตายทั้งคนทั้งงาน จงจำไว้ว่าอย่ารับเงินช่วยเหลือจากใคร โดยไม่ให้ดอกเบี้ย(แม้เขาไม่เอาก็ตาม) เพื่อความสบายใจของเรา จงเอ่ยกับเขาเช่นนี้ เพราะอนาคตจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณกัน จะได้ไม่ต้องพะอืดพะอม ยามที่เขาพูดล้ำเลิกหรืออะไรก็ตามต่อไป ถ้าไม่มีปัญหาอะไรควรยกย่องเขาผู้นั้นที่ให้ความช่วยเหลือ เพราะยามที่เราเดือดร้อนมีใครยื่นมามาช่วยถือว่ามีบุญคุณ (แม้เราจะจ่ายดอกก็ตาม) แหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยน้อยและทรงพลังคือ ธนาคาร..ม่าม๊าไม่เคยเอ่ยปากยืมเงินใครมาลงทุนเลย ใช้เงินสินสอดที่อากงอาม่าคืนมาใช้ทำธุรกิจจนเจริญเติบโต
5.สินค้าและบริการ..เราต้องคิดให้ดีว่าเราจะหาซื้อสินค้านั้นมาได้อย่างไรให้มีคุณภาพที่สุด หัวใจของการจัดซื้อ คือ สินค้าดี ต้นทุนต่ำ บริการหลังการขายเยี่ยม ถ้ามีเครดิตให้เราอีกยิ่งดีใหญ่เลย เพราะนั่นคือกำไรอีกรูปแบบหนึ่ง(ควรต่อรองให้ได้มากที่สุด..แต่พอสมควรนะลูก) ในทางกลับกัน ถ้าเรานำของมาขายควรคำนึงที่ สินค้าต้นทุนต่ำ มีหลากหลายทั้งดีและถูก (เพราะอำนาจในการใช้เงินของลูกค้ามีต่างกัน)..สำคัญมากนะลูก เรื่องบริการ นั่นคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เราต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในชื่อของเรา ปากต่อปาก จะสร้างชื่อเสียงหรือชื่อเสีย..ม่าม๊าดูแลลูกค้าอย่างดี ยิ่งป่าป๊าสุดยอดแห่งนักขายเลย ขาดทุนไม่ว่า ขอให้ลูกค้าพอใจ (ใช้ในกรณีที่ลูกค้าไม่ยอม(งี่เง่า แหะแหะขอโทษนะ) หรือเพราะสินค้าผิดพลาดนะลูก)
6.เครดิต..จำไว้ว่า คนทำธุรกิจสิ่งที่สำคัญอีกข้อคือ..เครดิต เราห้ามปล่อยเช็คตีคืนเด็ดขาด เราห้ามผลัดการโอนเงินที่ถึงกำหนดชำระ เราห้ามเสื่อมเสียในด้านการเงิน เราห้ามผิดสัญญาทางการเงินใดๆ นั่นคือภาพพจน์ของบริษัทเรานะลูก..ม่าม๊าไม่เคยมีเช็คตีคืนเลยในชีวิตนี้, ม่าม๊าไม่เคยเสียเครดิตเลย ไม่ว่าจะซื้อสินค้าหรือเรื่องเงิน..ข้อนี้สาหัสสำหรับเราสองคนสามีภรรยามากๆในด้านจะทำอย่างไรให้ธุรกิจไปได้ดี ไม่งั้นโดนด่าเละแน่ เพราะเราสองคนดื้อและรั้นที่จะทำตรงนี้ ด้วยผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยว่าเอาเงินก้อนมาลงทุน โดยมีสะใภ้ผู้มาใหม่มานั่งบริหารงานทั้งหมด (แต่เงินเราเองน่ะ)ไม่ใช่อะไรหรอก ทุกคนเขาเป็นห่วงกลัวว่าถ้าบริหารผิดพลาด จะหมดตัว เลยไม่อยากให้ดิ้นรนทำอะไร อันนี้เราเข้าใจดี แต่ความมั่นใจในตัวเองมีมากกว่า เราจึงดันทุรังขอทำด้วยใจจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านไป เราสองคนค่อนข้างอึดอัดใจพอแรง เพราะเวลาพี่น้องแวะมาเยี่ยมก็บอกว่า" เป็นไงนั่งตบยุงซิ" "เป็นไงจะไปรอดหรือ" สารพัดที่บั่นทอนใจ แต่ใจยังเกินร้อย จึงได้แต่ยิ้ม(ยิ้มลูกเดียว) แต่ละครั้งที่ญาติมาหาเราได้แต่ลุ้นว่า"อย่าค่อนขอดอะไรฉันอีกเลยนะ" เสียงกล่าวถึงเป็นระลอกจากเพื่อนบ้านบ้างญาติบ้างว่า"สงสัยจะแย่ นี่แหละมันรั้นดีนัก ให้มันรู้สึกซะมั่ง"แต่แล้ว เราสองคนมีความมุ่งมั่น จนธุรกิจของเราเจริญเรื่อยๆๆจนขยายต่อ โดยซื้อตึกเพิ่มอีก นี่แหละคือความกดดันสุดๆ กว่าจะผ่านไปวันไปเดือนไปปี เราสร้างเครดิตขึ้นมาได้ จนเดี๋ยวนี้ทุกคนพูดว่า"เฮ้ยยลองไปปรึกษามันสองคนดูซิ" (น่านนนมีแอบดีใจเล็กๆๆ)แต่เราสองคนไม่เคยทนงตน นี่แหละเครดิตที่พ่อแม่สร้างมา
7.หลักในการสร้างเนื้อสร้างตัว..งดของฟุ่มเฟือย ลดการเที่ยว ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน อดออม ติดดิน รู้จักใช้เงินและข้าวของ..ป่าป๊าม่าม๊าใช้หลักแค่นี้สำหรับ10ปีที่สร้างฐานะมาจนกระทั่งบัดนี้..เดิมทีใส่เสื้อผ้าถูกรองเท้าถูกกระเป๋าถูก แหมมันไม่ค่อยมั่นใจแถมพาลไม่กล้าออกนอกบ้าน แต่ตอนสร้างเนื้อสร้างตัว ไหงหน้าทำไงไม่ค่อยบางหว่า..เรียกว่าทำตัวมีสาระขึ้นก็ว่าได้น่ะลูก..
8.ความอดทน..เกินร้อยนะลูก ป่าป๊าม่าม๊าภูมิใจที่มีวันนี้..ทุกวันนี้เราสองคนถูกตามเรื่อง การเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่พึ่งพาบิดามารดา มากๆ บางครั้งอายจัง มีลูกค้าเข้ามาบอกว่า "ขอซักถามหน่อยนะ อยากทราบน่ะ" อื่มยิ้มและเปิดใจพูดได้อย่างสง่างามเลยละลูก เพราะเราทำมันมาด้วยใจจริงๆ และสามารถไต่เต้าขึ้นมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว (วัย30 ปีมีธุรกิจ) โดยไม่ขอเงินพ่อแม่..อยากบอกลูกปิดท้ายตรงนี้ว่า..การทำอะไรก็ตามต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่น พยายาม อดทน ใจกว้างและเปิดใจที่จะเรียนรู้ทั้งปัญหาอุปสรรค รวมถึงตัวลูกค้าด้วยพร้อมกับตั้งใจทำให้ดีที่สุด..
.....กว่าจะมีวันนี้ 10 ปีไม่ต้องมี how to....ทุกคนทำได้ค่ะ
เป็นกำลังใจให้ลูกและทุกท่านตลอดๆไปค่ะ..
credit to my dear parent..
edit @ 8 Jan 2009 08:19:19 by ครอบครัวหรรษา
My multiply
let's read..
grace, It's very interesting!
Let's test, grace
My Oldies
My dearest grace
My bloggang..Oldies
My Hi5
Grace's Hi5
)
เหมือนความประทับใจบางอย่างจะถูกสื่อออกมาจากภาพและเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเองเลยนะคะ
รออ่านค่ะคุณรัตน์
#1 By Hongfha on 2007-02-04 17:32