Wow!!..Learn by heart..

posted on 17 Jan 2007 15:25 by henggy  in Letters

 

เรียนอย่างไรจึงจะเก่ง, สอบอย่างไรจึงจะได้..

..หนูอยากเป็นอะไร-เบิรด์..

อาชีพของนักเรียนคือ..เรียนหนังสือ...สำคัญที่สุด

อาชีพของผู้ใหญ่คือ..การทำงาน..สำคัญที่สุดเช่นกัน แล้วทำงานอย่างไรถึงจะเป็นที่รักของทุกคนและประสบความสำเร็จในทุกด้าน..(ตรงนี้ต้องเล่าให้ลูกฟังแน่นอน ทำงานให้เจริญรุ่งเรือง)

..เรียนให้ขึ้นใจ..เรียนให้เก่ง..เรียนอย่างมีความสุขด้วยนะลูก..

 

1.กำหนดเวลาเรียนของตนเองให้แน่นอน ทำให้เคยชินจนเป็นนิสัย..

..อยู่ที่โรงเรียน..

-ในคาบเรียนควรตั้งใจเรียน ทำความเข้าใจเนื้อหาที่เรียน หากไม่เข้าใจควรซักถามครูผู้สอน หรือเก็บมาถามนอกห้องเรียน ต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะบทเรียนในวันนี้คือ พื้นฐานในบทเรียนขั้นสูงในครั้งหน้าต่อไป ถ้าไม่เข้าใจ เราอาจท้อแท้ได้ เพราะเห็นโจทย์ แต่ตะลุยทำไม่ได้ คิดไม่ออก..วิเคราะห์ไม่เป็น..ถ้าไม่สนใจเรียนมีหวังแย่แน่ๆเลย..เช่นในคาบเรียนบางคนเอาแต่คุย หรือวาดรูปเล่น ไม่สนใจกับสิ่งที่กำลังเรียนอยุ่ ถามหน่อยค่ะ..แล้วจะเรียนเข้าใจได้อย่างไร..(ม่าม๊าเคยมาแล้วค่ะ..งงเป็นไก่ตาแตกเลยค่ะ)ในชั่วโมงเรียนคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ม่าม๊าอยากให้ลูกลองดูตัวเองว่า ในขณะเรียนจิตใจจดจ่อกับการฟังครูนานเท่าไร เราต้องปรับปรุงความสนใจของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และพยายามอย่าวอกแวกกับสิ่งรอบตัว..ใครจะเดิน ใครจะคุย ไม่เห็นต้องอยากรู้เลยจ๊ะ

-กินอิ่มเกินไป เกี่ยวนะลูก ควรกินแค่พออิ่ม การกินอิ่มเกินไปทำให้หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ก็ง่วงอ่ะน่ะ ทำไงได้ล่ะ..ฉันของีบสักหน่อย..วิชาใหนครูไม่ดุ(แท้ที่จริงแล้วครูเบื่อ แถมเอือมระอา ตะหากล่ะ) ก็นอนซะเลย ส่วนวิชาใหนครูดุก็นั่งสับผงก เฮ่อเป็นที่น่าเกลียด และเป็นการไม่ให้เกียรติ์ครูด้วย ดีไม่ดีครูก็จะหมายหัวไว้ด้วย เพราะหมั่นไส้ซะแล้ว..ควรดูแลตนเองให้ดูดีสง่างามด้วยกิริยาน่ารักนะคะ..ต่อเนื่องกันค่ะ..มาดู..

-การหลับในห้องเรียน ควรหาสาเหตุของการง่วงนอนให้ได้ แล้วรีบปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน มิฉะนั้นจะทำให้เรียนไม่ได้ดี เมื่อเรียนไม่ได้ดี แล้วจะสอบได้อย่างไร เช่นนอนดึกเพราะดูทีวีก็ควรลดเวลาลง ควรนอนให้เร็วขึ้น ควรนอนอย่างน้อยคืนละ7-8 ชั่วโมงถ้าทำได้จะดีกับสุขภาพและการเรียนด้วย..

-หลังการสอน ครุมักถามว่า"ใครสงสัยตรงใหนบ้าง" การซักถามจะทำให้เราเรียนรู้เรื่องยิ่งขึ้น และเข้าใจขึ้น ที่สำคัญ..อย่าปล่อยไว้เด็ดขาด หากเห็นว่ามีเราคนเดียวไม่เข้าใจ เพื่อไม่ให้เสียเวลาคนอื่น เราควรนัดครูผู้สอน ควรเข้าหาครู อย่าอายเด็ดขาด..

-การเลือกที่นั่งเรียน สำคัญนะลูก เพราะเด็กที่เรียนดี มักจะนั่งหน้า การนั่งหน้าๆ จะทำให้เราตั้งใจเรียน มีสมาธิดี กว่าคนที่นั่งแถวหลังๆเพราะคนที่นั่งหลังๆ มักจิตใจวอกแวก บ้างก็คุยบ้างก็เล่น บ้างก็จิตใจล่องลอยไปเรื่อย และดีกว่าคนที่นั่งริมหน้าต่าง เพราะสายตาคอยสอดส่องออกไป ดูคนเดินไปเดินมา พอลมเย็นมากๆ พาลจะหลับอีกนะ หูก็คอยฟังคนคุยกัน ปะโธ่..ขืนเป็นแบบนี้ เรียนไม่ได้ดีแน่ๆจ๊ะ..ต้องรีบแก้ไขค่ะ

-หนังสือนอกเวลา พวกเรามักแบ่งให้เพื่อนๆไปอ่านมาคนละตอน แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง หวังเพียงแค่พอรู้เรื่อง แล้วนำเนื้อเรื่องไปหาคะแนนจากข้อสอบ ถามว่าถ้าเราอ่านเองทั้งหมด เราจะได้คะแนนเกือบทั้งหมด ไม่ใช่เกือบตกนะลูก เอ๊แล้วเราจะเลือกอ่านเอง เพื่อรู้โดยละเอียดทุกตอน หรืออยากรู้แค่คร่าวๆล่ะ..คิดเองนะลูกจะเลือกแบบใหน

-นักเรียนไทยมักขี้อาย ไม่กล้ายกมือ ทำไมถึงเป็นเยี่ยงนี้น้อ.. ถ้าไม่รู้แล้วไม่ยกมือถาม แล้วจะรู้เรื่องได้อย่างไร สำคัญนะลูก..การยกมือทำให้เราฉลาดขึ้น แถมครูก็ชื่นชมด้วย ไม่ใช่การออกไปรบ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด..

-คนที่เรียนเก่ง มักใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมากกว่านอกห้องเรียน เช่นอ่านล่วงหน้ามา 10% ใช้เวลาทบทวน 30% ให้ความสนใจในชั่วโมงเรียน 60% ถ้าเราเข้าใจดี เราจะมีเวลาข้างนอกมากพอที่จะทำอะไรๆตามใจเรามากขึ้น

-การจดลงหนังสือ ฟังจนเข้าใจ แล้วจดตามความเข้าใจที่ได้มาจากความเข้าใจของเรา ไม่ใช่จดตามคำพูดครูทุกคำ เพราะถ้าเผลอไผลไป จดไม่ทัน หมดกันเลย ยังไม่เข้าใจแล้วจะจดต่อไปไงล่ะ แต่ถ้าเป็นวิชาท่องจำที่มีสูตรตายตัว ถ้าจดตามไม่ทัน ควรเว้นว่างไปก่อน แล้วค่อยตามจดจากเพื่อนอีกที

-คำพูดย้ำๆเน้นๆ ครูมักเผลอไผล หรือตั้งใจบอกเราได้ ว่า"ฉันจะออกข้อสอบตรงนี้นะ"ข้อความใดที่ครูพูดย้ำเน้น หนักหนา จงรีบทำเครื่องหมายไว้เลย อาจออกสอบได้ และที่สำคัญอีกอย่าง หนังสือมีไว้ให้จดแนวคิด แนวความรุ้ต่างๆ ไม่ใช่มีไว้สะสมให้สวยงาม ถ้านึกคิดอะไรออก หรือครูบอกอะไร ควรรีบจดลงหนังสือทันที เพราะมันอยู่ในเนื้อหาเดียวกัน ง่ายต่อการค้นหาคำตอบด้วย

-การเรียนไม่ต้องจำควรใช้ความเข้าใจ..ผิดค่ะ.. ความจำเป็นพื้นฐาน ไม่มีใครเรียนเก่งโดยไม่จำ เราต้องแยกแยะ เพราะบางวิ๙เราต้องจำสูตร หลักการ เหตุการณ์ต่างๆ ชื่อผู้ตั้งทฤษฎี รวมถึงการว่าด้วยทฤษฎีต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพวกภาพต่างๆที่เราต้องใช้ความจำ กาสังเกต เป็นการใช้สมองอย่างรอบคอบทั้งนั้น

..อยู่ที่บ้าน..

-ควรจะรีบทำการบ้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เราจะได้มีช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เล่นให้สนุกสนานกับสิ่งที่เราโปรดปราน เมื่อเราสนุกสนานเต็มที่แล้ว อย่าละเลยหนังสือเด็ดขาด ก่อนนอนควรอ่านหนังสือทบทวนที่เรียนในวันนี้และลองตั้งคำถามพร้อมหาคำตอบดู และควรอ่านบทเรียนที่จะเรียนในวันพรุ่งนี้ เป็นการล่วงหน้า การอ่านล่วงหน้าย่อมทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดีกว่าไม่อ่านซะเลย เพราะหากสงสัยตรงใหน เราจะได้ซักถามให้เข้าใจยิ่งขึ้น..การอ่านหนังสือก่อนนอนเป็นสิ่งที่ควรทำ..จิ๊บๆจ๊อยๆอยู่แย้ววจ้า...

-การอ่านหนังสือ อย่าอ่านแต่ละวิชาโดยใช้เวลาครั้งละนานๆ อาจทำให้เบื่อหน่าย เมื่อยล้าพาลให้ขี้เกียจไปอีกนาน ควรอ่านหลายวิชา เพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจคนที่เรียนเก่ง มักเป็นคนรักการอ่าน อ่านทุกอย่างที่ให้ความรู้ คืนใหนถ้าไม่ได้อ่าน จะนอนไม่ค่อนหลับ แล้วใหนๆก็จะให้เวลากับการอ่านทั้งที เราต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่สักแต่อ่านไปเรื่อย อ่านไปงั้นแหละ กันแม่ดุบ้าง กันการต้องไปช่วยงานพ่อแม่บ้าง(พึงกระทำด้วยสามัญสำนึกอยู่แล้วจ้า)..ขณะที่อ่านเราต้องใจจดจ่อกับหนังสือ สมาธิดีต้องดี ควรหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนทุกอย่าง เช่นอย่าอ่านขณะเปิดทีวี หรือเปิดเพลงฟัง ..เหอะเหอะทำไปได้ไงอ่ะ..เพราะสมองไม่สามารถรับได้หมดหรอก ทุกคนชอบหลอกตัวเอง หลอกพ่อแม่ว่า"หนูอ่านรู้เรี่อง หนูแยกแยะออก" อ่านไปอ่านมาพอดีเจถามคำถาม ไฉนจึงตอบคำถามดีเจได้หว่า..อิฉานงงวุ้ยย..แบบนี้เรียกว่าการฟังไม่ใช่การอ่านเด้อ(เรื่องการอ่านอย่างไรจึงจะสอบได้คะแนนดีๆ เดี๋ยวจะแนะอีกครั้งนะจ้า)

2.การใช้เวลาในการพักผ่อน..

มันเกี่ยวกันป่ะ..เกี่ยวก้อยกันแน่นเลยจ๊ะ..บางคนใช้เวลาในการรื่นเริงบันเทิงใจมาก จนเกินพอดี มัวแต่โหย่วโหย่ว..โอ๊ะโอ..หารู้ไม่ทุกเวลานาทีมีค่ามากๆ..ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์..

ยามเล่น..เล่นให้เต็มที่มันส์สุดๆไปเลยแต่ไม่ควรเล่นเกินวัย เช่นเด็กนักเรียนควรสนุกสนานให้สมวัย ยังไม่สมควรเที่ยวเธค ผับ สถานเริงรมณ์ยามราตรีเด็ดขาดแต่เด็กมหาวิทยาลัย ถือว่าโตแล้ว..จะเที่ยวเธค..ผับ ก็ไม่ค่อยน่าเกลียดแต่เด็กมหาวิทยาลัยต้องรู้จักดูแลตนเองให้มีความสุข บนพื้นฐานความปลอดภัย และไม่ควรละเลยกับหน้าที่ตนคือเรียนหนังสือ เด็กบางคนไปมั่วสุมกับสิ่งเสพติด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการอยากลอง อยากเท่ ใครจะไปรู้ว่าเพียงแค่อยากลอง ก็ทำให้คนติดซะงอมแงม จนเสียอนาคตมาแล้วนับต่อนับ ตามข่าวหน้าหนึ่ง พ่อแม่รู้ว่าลูกติดยาอีกที ตอนตำรวจมาสอบปากคำ โถชีวิตทำไมเป็นเยี่ยงนี้..แล้วทุกคนก็มาพูดว่า"เสียใจครับ""เสียใจคะ"แต่เวลาทำผิดไม่ยักรู้ตัว มารู้ทีไรก็สายเกินแก้แล้ว ทำอะไรควรมีสติ เด็กบางคนไปเที่ยวเยดึกดื่น หรือดูทีวีดึก หรือเล่นเกมดึก ทำให้นอนไม่พอ ทีนี้ในคาบเรียนจึงเรียนไม่รุ้เรื่อง เพราะสมองไม่รับ ตาก็จะปิด แล้วจะเรียนได้ดีได้อย่างไร เวลาสอบทำไม่ได้ แล้วมาโทษว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง อนิจจังชีวิต..ทำไมเป็นเยี่ยงนี้(รอบที่2) นี่ไงถึงบอกว่าเล่นเป็นเล่น ให้สนุกจนหงายท้องไปเล้ย และเรียนเป็นเรียน ยามอ่านจิตใจควรจดจ่อกับตำราเรียนนั้นๆ..(ขอขยายความเรื่องการอ่านหนังสือให้เห็นผลดีกว่าน้อ)..ตามมาดู..

*เล่นได้แต่ควรรู้จัก..พอ..สนุกได้แต่ควร..ยับยั้งชั่งใจบ้าง*

 

..สอบอย่างไรจึงจะได้คะแนนดี..

1.วันใกล้สอบ..เพราะเวลามีไม่มาก ควรรวบรัดและเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ

2.การรวบรวมความคิด ก่อนเข้าห้องสอบ พยายามจับแนวคิด หลักการ รวบยอดสาระสำคัญ จำให้แม่น อย่าสับสนวกวนไปมา อะไรที่ทำให้เสียสามธิ จิตใจว้าวุ่น ควรหักห้ามใจ เลิกคิดมันก่อน ต้องทำให้ได้ ไม่งั้นเราจะทำคะแนนได้ไม่ค่อยดี

3.การอ่านหนังสือ..คนที่เรียนเก่งส่วนใหญ่จะเป็นคนอ่านหนังสือเร็ว การอ่านเร็วจึงได้เปรียบคนอื่นค่ะ เช่นใน 1 ชั่วโมง คนอ่านเร็ว ได้อ่านจบและทบทวนไปแล้ว 3 รอบ แต่คนอ่านช้า เพิ่งจบ1รอบ ยังไม่ได้ทบทวนในรอบที่2 หรือ 3 เลย คาดว่าคนที่อ่านเร็วย่อมจำและเข้าใจมากกว่านะคะ เพราะเนื้อหาตรงนั้นผ่านตาหลายรอบ

ถึงวันสอบ..ใรการทำข้อสอบ คนอ่านเร็วก็ทำเสร็จก่อน ก็มีเวลาตรวจทาน ทบทวนหาคำตอบในข้อที่ไม่ค่อยแน่ใจได้อีกครั้ง คนอ่านช้าบางครั้งยังทำไม่เสร็จ ดันหมดเวลาซะก่อน ก็หมดโอกาสตรวจทานอีกรอบ..(แต่ไม่เสมอไปว่าคนอ่านเร็วจะเก่งทุกคน แต่ม่าม๊าคิดว่าคนอ่านเร็วย่อมได้เปรียบตรงที่ หากเราต้องแข่งขันอะไรกับใคร ถ้าคนคู่นั้นเป็นคนเก่งทั้งคู่ แต่คนหนึ่งอ่านเร็ว อีกคนอ่านช้าใช้เวลาในการทำความเข้าใจนาน ย่อมเสียเปรียบคู่แข่งขัน จุ๊ๆๆที่แม่เล่ามา เพราะเกรซอ่านช้าน่ะค่ะ..ควรปรับปรุงนิดนึงนะจ๊ะ..เยี่ยมเลยลูก..

4.วิชาอัตนัย..ควรรีบอ่านคำถามทุกข้อให้หมดโดยเร็ว แล้วรีบโน๊ตคำตอบสั้นๆ ตรงข้างๆหัวข้อคำถาม อย่ากลัวเสียเวลา อย่างมากไม่เกิน 5 นาที กันลืมกันตกหล่นกันสมองสับสน เมื่อเขียนคำตอบย่อๆแล้ว เดี๋ยวค่อยมาขยายความเป็นคำตอบในแต่ละข้ออีกครั้ง เราจะได้คะแนนดีมาจากการนำข้อมูลในเรื่องนั้นๆมากล่าวอ้าง พร้อมอธิบายด้วยเหตุผล คะแนนจะได้ดีก็ต่อเมื่อควรนำข้อมูลอื่นมาประยุกต์เข้าด้วย เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล เมื่อคำตอบมีแหล่งที่มา, ความน่าเชื่อถือ, ข้อมูลอื่นๆ เช่น ชื่อคนตั้งทฤษฎีนั้นๆ, หลักการ , ปีพ.ศ. หรือ ปีค.ศ., สถานที่, ชื่อหนังสือ, ชื่อผู้แต่ง มันนำมาซึ่งความสมบูรณ์ในคำตอบค่ะ

5.ข้อสอบปรนัย..ควรตอบทุกข้อ อ่านให้เร็วทำให้เร็ว ถ้ามีการหักคะแนนจากการตอบผิด ไม่ควรเสี่ยงเดา ข้อใหนไม่ทราบควรใช้ไหวพริบ ไม่ใช่หลับตาจิ้มหรือเดาส่ง..(เหอะเหอะ ทำไปได้) ดีแล้วค่ะ ม่าม๊าเชื่อว่าหนูไม่เคยทำแน่นอน..มันเหมือนการเล่นเกมอย่างหนึ่ง เช่นข้อใหนได้ ชัวร์ป้าบจำได้แม่น จงอย่าคิดนาน เดี๋ยวลังเลเดี๋ยวเขวไขวได้ แต่ข้อใหนไม่แน่ใจ จงคิดหาคำตอบที่ไม่ใช่ก่อน แล้วค่อยๆตัดออกทีละข้อ จนเหลือให้น้อยที่สุด แล้วหาความน่าจะเป็นอีกครั้ง ไม่ใช่ข้อนี้ไม่แน่ใจ เดาเลย แบบนี้เป็นการทำข้อสอบที่ไม่ค่อยฉลาดเฉลียวนักนะจ๊ะ..อย่าทำนะก๊ะ..ไม่รู้คำตอบแต่หาได้จากความน่าจะเป็นอ่ะ..

6.อย่ารีบส่งข้อสอบ ควรใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ตรวจทานให้ดีก่อนส่ง

ขอเป็นกำลังใจให้ลูกนะจ๊ะ..ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน..นะลูก..โชคดีจ๊ะ

 



..credits to dr.pinyo satorn and my dear teachers..

..To sir with love..


edit @ 9 Jan 2009 08:29:27 by ครอบครัวหรรษา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอนักเรียน(ตัวโข่ง)คนนี้มาเรียนรู้ด้วยคนนะคะคุณแม่รัตน์ อิอิ

สุขสันต์วันพุธค่ะ

#1 By Hongfha on 2007-01-17 15:47

น่ารักจังเลยค่ะ

#3 By kookjung on 2007-01-22 15:32

มาลาคุณรัตน์กับน้องเกรซ ก่อนจะออกเดินทางค่ะ


(จะไปจันทบุรีน่ะค่ะ งานเผาศพค่ะ) แล้วจะรีบกลับมานะคะ

#5 By Hongfha on 2007-01-24 16:53

ขอบคุณคุณรัตน์มากๆเลยค่ะ ที่แนะนำข้อควรปฏิบัติต่อน้องๆได้ดีขนาดนี้ แม้ดิฉันเองจะยังศึกษามหาลัยอยู่ก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้นะคะ

#7 By Lavenya on 2007-01-27 17:36

ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยแนะนำค่ะ หนูจะทำตามที่คุณน้าบอก

#9 By กระป๋องแป้ง (61.19.170.33 /61.19.170.33, 61.19.170.33) on 2007-04-26 08:43